|
พระเครื่องเมืองลพบุรีที่มีชื่อเสียงดีเด่นร่ำลือระบือไกลนั้นไซร้ ถ้าเราจดจำได้หมดคงเกินกว่าร้อยชื่อ ที่พูดเช่นนี้เพราะว่าอยู่ลพบุรีมานาน เคยพบเห็นพระต่างๆ นานาชนิด ซึ่งล้วนแต่เป็นของเก่าแทบทั้งสิ้น สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเครื่องเมืองลพบุรีมีชื่เสียงเพราะว่าลพบุรีในอดีตเป็นเมืองสำคัญยิ่งตามหลักฐานปรากฏว่า ลวปุระ ละโว้ หรือที่เรียกว่า ลพบุรี ขณะนี้นั้นเคยมีความเจริญรุ่งเรืองมากตั้งหมื่นๆปีมาแล้ว ซึ่งเรียกกันว่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์และเจริญรุ่งเรืองด้านศาสนามาแล้วทุกยุคทุกสมัย คือเจริญมาตั้งแต่สมัยทวาราวดีเรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ จนถึงทุกวันนี้ มีวัดวาอารามทั้งรกร้างว่างเปล่าและวัดทางศาสนาพุทธอยู่รอบบริเวณเมืองและทั่วๆไปในเขตเมืองลพบุรี (ทั้งวัดเก่าและวัดที่เกิดขึ้นใหม่) ทวาราวดีเป็นอาณาจักรเริ่มแรกทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เริ่มตั้งเมื่อประมาณ 1000-1500 ปีมาแล้ว หลวงจีนเซี้ยนจังและฝาเหงียน นักบวชชาวจีน เดินทางโดยเรือจากเมืองจีนไปสืบศาสนาที่อินเดียเมื่อถึงพุทธศตวรรษที่ 12 ผ่านแหลมมาลายู ได้บันทึกถึงอาณาจักรทวาราวดีในสำเนียงจีนไว้ว่าจุยล่อ พัดตี้ ต่อมาคำนี้เป็นสร้อยชื่อกรุงศรีอยุธยาแรกสร้างเมืองว่า กรุงเทพทวาราวดีศรีอยธยา อาณาจักรทวาราวดีมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 หรือประมาณ 1000-1500 ปีมาแล้ว
แต่ก่อนนักโบราณคดีเชื่อกันว่า บรรดาเมืองโบราณสมัยทวาราวดียุคต้นที่พบในทุกภาคของประเทศไทย ประมาณ 40 เมืองนั้น เมืองทวาราวดีที่นครปฐม และที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองใดเมืองหนึ่งน่าจะเป็นเมืองหลวงหรือเมืองศูนย์กลางอาณาจักรทวาราวดี แต่ปัจจุบันนี้ นักโบราณคดีบางท่านเชื่อมั่นว่า ลพบุรีน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักรทวาราวดีมากกว่าเมืองทั้งสองที่กล่าวมาแล้วนั้น จากหลักฐานทางโบราณคดีและพงศาวดารที่ได้ขุดค้นพบใหม่ก็ดี อาทิเช่น วัดนครโกษาฒ, วนอุทยานคูเมืองสิงห็บุรี, ศรีเทพเพชรบูรณ์ และจากหลักฐานศิลาจารึกภาษามอญโบราณที่บริเวณศาลพระกาฬ ทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่าลพบุรีน่าจะเป็นเมืองหลวงของทวาราวดี เพราะมีบริวารเมืองอยู่ใกล้เคียงกันเป็นเหตุผลที่ 1 น้ำไม่ท่วมตัวเมืองคือเป็นพื้นที่เนินสูงเป็นเหตุผลที่ 2 สิ่งที่ค้นพบใหม่ทำให้รู้ว่าที่วัดนครโกษา ที่หน้าไปรษณีย์ลพบุรี มีลักษณะใหญ่โตมาก (ศาสนสถาน)
ประชาชนชาวลพบุรี สมัยทวาราวดี นับถือศาสนาพุทธนิกายหินยานซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ราว 500 ปี จากนั้นได้ถูกอิทธิพลขอมหรือเขมรโบราณเข้าครอบครองเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 15
สมัยลพบุรีราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ถึง 19 ขอมแผ่อำนาจมาจากนครธมเข้ามาทางดินแดนภาคอีสาน จนถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านละโว้ธานีหรือลพบุรี ดินแดนส่วนนั้นเป็นที่เนินสูง น้ำไม่ท่วมถึงจึงสร้างเป็นเมืองขึ้นอันเป็นเมืองหลวงหรือเมืองอุปราช ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 1400 (พุทธศตวรรษที่ 15 ) กษัตริย์ขอมที่เข้ามาสร้างอิทธิพลในเมืองลพบุรี ได้สร้างศาสนาสถานไว้ เช่น เทวสถานปรางค์แขก, ปรางค์สามยอด, ปรางค์ประธานในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
ลพบุรีในสมัยอยุธยา เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนาพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงแล้ว เมื่อพ.ศ. 1893 พระองค์ได้ส่งพระราเมศวร พระราชโอรสมาครองเมืองลพบุรีและได้สร้างวังขึ้นในบริเวณที่เป็นพระนารายณ์ราชนิเวศน์ในปัจจุบันและถูกทอดทิ้งให้เป็นเมืองร้างเมื่อ พ.ศ1931 พระมหาจักพรรดิ์เสด็จมาลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2095 โปรดให้สร้างวัดและปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุจนเสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระนเรศวรเสด็จประพาสเมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2199 พระองค์ขึ้นมาประทับที่ลพบุรีเกินกว่า 20 ปี ในขณะที่พระองค์ยังอยู่ลพบุรีนั้น พระองค์ได้สร้างวัง สร้างวัดมหาธาตุ สร้างวิหารเก้าห้อง สร้างโบสถ์วิหารที่หน้าปรางค์สามยอด แล้วเปลี่ยนสภาพจากวัดพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน พระองค์ทรงสร้างวัดนครโกษา เพิ่มเติมวัดเสาธงทอง วัดกวิศราราม วัดตองปุ วัดอื่นๆ อีกมากในเมืองลพบุรี สร้างอยู่ 11 ปี จึงแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ.2220 พระเจ้าบรมโกศเสด็จเมืองลพบุรีถึง 3 ครั้ง คือเมื่อ พ.ศ. 2277 2289 และ 2297 จะเห็นได้ว่า พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาหลายพระองค์เสด็จมาครองเมือลพบุรีหลายครั้งหลายครา จึงทำให้เมืองลพบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเจริญรุ่งเรืองมากยุคหนึ่ง
พระเจดีย์รายที่มีอยู่ภายในบริเวณวัดพระศรีมหาธาตุเกินกว่า 45 องค์ (ไม่นับเจดีย์หรือปรางค์ ประธานองค์กลาง) นั้นนักโบราณคดีกล่าวว่าเป็นศิลปอยุธยาเป็นส่วนมาก ส่วนสมัยลพบุรีแท้ๆ มีเพียงองค์เดียวด้านทิศใต้ของพระปรางค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนี้เป็นวัดหนึ่งที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงสร้างแน่นอน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีบริเวณกว้างขวางใหญ่โตมาก มีเนื้อที่เกินกว่า 20 ไร่ มีศิลปวัตถุโบราณวัตถุ มีพระเครื่องบูชาที่นักขุดได้ลักลอบขุดมากมายอักโขขุดค้นกันมานานแล้วกว่า 90 ปี มีหลายกลุ่มหลายพวกเหล่า เรียกว่าค้นหากันเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2508 เป็นปีสุดท้ายของการขุดเพราะหน่วยศิลปากร ได้มาควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด บรรดานักขุดทั้งหลายเลิกขุดเพราะกลัวติดคุก |
|
สำหรับพระเครื่องที่บรรจุอยู่ในเจดีย์รายที่มีผู้ขุดค้นพบได้นั้น มีชื่อเรียกต่างๆ กันหลายชื่อเช่น พระหูยานหน้ายักษ์- หน้านางมงคล พิมพ์ใหญ่ -พิมพ์กลาง-พิมพ์เล็ก พระร่วงยืน พระร่วงกรุวิหารกรอ, พระนาคปรก, พระนารายณ์ทรงปืน, พระร่วงคืบ, พระแผงเกษร, พระซุ้มธาตุ, พระปรกโพธิ์, พระหลวงพ่อจุก, พระหลวงพ่อพัด, พระเขมรขนนก (เทริดขนนก), พระซุ้มกระรอกกระแต, พระแผงคาบศร, พระร่วงนั่ง, พระอู่ทอง, พระซุ้มนครโกษา, พระซุ้มยอดขุนพลวัดไก่, พระซุ้มปรางค์, พระตรีกาย และพระแผงสามพี่น้อง เป็นต้น ซึ่งพระเหล่านี้มีนักสะสมพระได้เรียกขานกันมาเป็นเวลาช้านาน พระอื่นๆ ที่ยังมิได้กล่าวถึงก็มีอีกมาก พระดังกล่าวนี้โดยมากเป็นประเภทพระเครื่องมีเนื้อวัสดุในการสร้างคือ เนื้อชินเงิน, พระแผ่นดินฉลุ, พระแผ่นทองฉลุ, เนื้อตะกั่วสนิมแดง, เนื้อสำริด และเนื้อดิน เป็นต้น ส่วนพระบูชาเป็นพระสำริดทั้งหมดมีหลายขนาดและหลายลักษณะ พระเครื่องที่กล่าวนามของท่านมานี้มีผู้นิยมเลื่อมใสกันมาก บางครั้งมีผู้กล่าวว่า เอาวัวเอาควาย มาแลกก็ยังไม่ยอมเอา อาจจะเป็นเพราะว่าพระดังกล่าวนี้มีผู้ไว้บูชาประจำตัวเกิดมีประสบการณ์ของชีวิตมาแล้วก็เป็นได้ ยิ่งเป็นพระที่เป็นของลพบุรีด้วยแล้ว เชื่อกันว่ามีพุทธคุณเลิศล้ำกว่าพระอื่นใดแทบทั้งสิ้น ความโด่งดังดีเด่นของพระลพบุรีเป็นที่ประทับใจของประชาชนคนทั่วๆไป ทั้งในประเทศก็ว่าได้ พระที่มีชื่อเสียงมากที่สุดมีคนต้องการอยากได้ไว้ในครอบครอง ได้แก่ พระร่วงสนิมแดง กรุวัดพระศรีมหาธาตุ, พระหูยานทุกพิมพ์ทรง, พระนาคปรกทุกพิมพ์ทรง, พระสามชนิดนี้เป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไป ไม่ว่าข้าราชการชั้นผู้น้อย ผู้ใหญ่ หรือคหบดีผู้มั่งมีหรือผู้ยากจนทั้งหลายปรารถนาอยากได้ทั้งสิ้นสำหรับพระพิมพ์อื่นๆ ก็มีผู้นิยมรองๆ กันมาและถ้าเป็นของแท้ของเก่าจริงราคาก็แพงมากทีเดียว พระพิมพ์ต่างๆ ในเมืองลพบุรีและบริเวณเมืองใกล้เคียงก็มักจะมีพุทธลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันทำให้ผู้เห็นงงเลยไม่รู้ว่าจะตัดสินใจว่าพระกรุนี้ กรุนั้น แตกกรุมาจากไหนกันแน่ เรื่องกรุลพบุรีถือว่าสำคัญนัก ที่ดังที่สุดคงมีไม่กี่รุ่น เช่น กรุวัดปืน, กรุถ้ำพระพุทธ, กรุวัดบันไดหิน, กรุวัดนครโกษา, กรุวัดหนองมน, กรุวัดทองแท่ง, เป็นต้น ส่วนกรุอื่นๆ นอกเหนือที่กล่าวก็ดังรองๆ กันไป
พระที่มีลักษณะคล้ายกันหรือเหมือนกัน ผู้เขียนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญอะไรเลย ขออย่างเดียวให้เป็นของแท้ไม่ปลอมเป็นใช้ได้ ถ้ามีศิลปะของลพบุรีเป็นใช้ได้ ผู้นิยมบางคนเจาะจงเลยว่าต้องเอาพระกรุนี้นะ กรุนั้นนะ จึงเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้ไม่รู้กรุจริงๆ บางคนก็ยัดวัดยัดวาส่งเดชก็มี ไม่ได้ไม่ดีก็วัดปืน วัดมหาธาตุ ซึ่งทั้งสองวัดนี้ในลพบุรีแล้วมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ท่านดูพระที่ท่านชอบเป็นหรือเปล่า.. ท่านรู้จักกรุที่แท้จริงหรือเปล่า ถ้าท่านไม่รู้จักหรือดูไม่ออกหรือดูไม่เป็นเลย จงให้คนที่เขาดูเป็นดูให้โดยไม่มีข้อคติหรือเสแสร้งแกล้งกล่าว คนบางคนไม่รู้จริงก็อวดว่าข้านี่แหละรู้จริงละ ทำให้คนอื่นลุ่มหลงมาแล้วก็มาก ประกอบกับปากหวานเข้าอีก ท่านอย่าเชื่อคนประเภทนั้น ผมบอกให้เอาบุญ ท่านทั้งหลายคงทราบดีแล้วว่าในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยมีวัดร้างเก่าแก่มากมาย มีผู้ขุดค้นพบพระกรุกันก็หลายแห่งหลายที่และหลายกรุ บางแห่งบางกรุที่นั้น พระพุทธลักษณะของพิมพ์พระเหมือนกันก็มี เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราสับสนวุ่นวายหรือได้ชี้ชัดลงไปไม่ได้ว่าเป็นพระกรุใดแน่ เราต้องศึกษาและพยายามหาให้จงได้ แล้วจะสบายใจ ผมได้บอกแล้วว่าพระสมัยลพบุรีไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในจังหวัดลพบุรีเท่านั้นอาจจะอยู่ที่เพชรบุรี, ราชบุรี, นครสวรรค์, ชลบุรี, สุรินทร์ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ลพบุรี เพราะคำว่าสมัยศิลปะนั้นสำคัญกว่าอย่างอื่นทั้งหมดเว้นไว้แต่ถิ่นไหนหรือคนในจังหวัดใดจะนิยมชมชอบมากน้อยขนาดไหนเท่านั้นเอง
ศิลปินโบราณซึ่งเป็นช่างของแต่ละท้องถิ่น จะใช้ฝีมือในการสร้างได้ดีขนาดไหนต้องขึ้นอยู่กับความสามารถ ช่างบางคนมีความละเอียดประณีต นิ่มนวล มองดูแล้วชวน ฝันชวนคิด ช่างบางคนทำด้วยฝีมือหยาบหาความละเอียดละออไม่ได้เอาเสียเลย พระต่างๆ จึงมีลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างกันไปได้ทั้งๆ ที่เป็นพระชนิดแม่พิมพ์เดียวกัน นี่เราก็ควรจะรับรู้ไว้ด้วย เรื่องของช่างและเรื่องของฝีมือ ก็เป็นเรื่องของจิตใจที่ผู้เป็นศิลปิน จะออกแบบหรือจำลองแบบได้ดีขนาดไหน .. เรื่องของแบบมักเป็นเรื่องของ ผู้สร้างที่แสดงเชื้อชาติทั้งพื้นเมือง และร่วมสมัยได้อย่างถูกต้องชัดเจนทุกสกุลศิลปะ อย่างเช่นพระบูชาทางภาคอีสานของไทย กับพระทางภาคกลางของไทย บางประเภทมีความสวยงามและละเอียดอ่อนไม่เหมือนกัน เป็นเพราะเชื้อชาติและภูมิต่างๆ มีความแตกต่างกันแต่มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน เช่น ลักษณะของมหาบุรุษหรือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่พุทธศิลป์จะแสดงออกให้เห็นการสร้างสรรค์ร่วมกัน (แต่ละสมัย) เช่น สมัยทวาราวดี, ศรีวิชัย, ลพบุรี, เชียงแสน, สุโขทัย, อู่ทอง, อยุธยา, รัตนโกสินทร์เป็นต้น ย่อมจะมีลักษณ์ประจำสมัยให้เราได้รู้เสมอ
เรื่องการสร้างพระบรรจุไว้ในเจดีย์ พระปรางค์, สถูป, ชุกชี, วิหาร, อุโบสถ และอื่นๆ ที่เห็นว่าเหมาะนั้น ผู้สร้างต้องมีพิธีกรรมทางศาสนาเป็นหลักใหญ่ โดยมีเจตนาสร้างไว้เพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนาเป็นอันดับแรก อันดับรองเพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่วายชนม์ไปแล้ว เพื่อที่ผู้ตายจะได้พบพระ อันเป็นความเชื่อถืออย่างหนึ่งของคนเรา พระทุกอย่างที่ทำการบรรจุกรุโดยทั่วๆ ไป มักจะผ่านพิธีกรรมปลุกเสกตามพิธีทางศาสนาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลุกเสกเดี่ยวหรือหลายองค์ วัตถุมงคลทุกอย่างที่บรรจุไว้ย่อมมีความหมาย |
| พระสามพี่น้องหรือบางท่านเรียกว่า พระตรีกาย ก็เป็นพระพิมพ์หนึ่งของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและวัดใกล้เคียงก็มีพิธีกรรมการบรรจุเช่นเดียวกัน เช่นพระสมัยศิลปลพบุรีสร้างขึ้นตามลัทธิคติพรามฃหมณ์ ตามหลักฐานทางพุทธประวัติของสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอริยบทต่างๆ กันหลายรูปแบบพระที่นำมาแสดงให้ท่านเห็นนี้มักนิยมพระเรียกกันว่า พระแผงตรีกาย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระสามพี่น้อง มีพุทธลักษณะสวยงามมากพิมพ์หนึ่ง สร้างขึ้นด้วยเนื้อดินเผา และเนื้อชิน เนื้อตะกั่วสนิมแดง มีลักษณะค่อนข้างใหญ่โตสักหน่อย ไม่เหมาะแก่การห้อยคอมากนัก แต่คนโบราณสมัยก่อนนั้นใช้ห้อยคอและคล้องคอกัน ความงดงามขององค์พระอยู่ในซุ้มเรือนแก้วด้านหลังแบลคกราวน์รูปโพธิ์พฤกษ์ แสดงถึงว่า พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ภายใต้ร่มโพธิ์หรือร่มจิก กิ่งก้านของต้นศรีมหาโพธิ์หรือร่มจิกมีช่องไฟ และระยะที่เท่ากันทั้งซ้ายขวาแลดูสวยงามสะดุดตา ซุ้มด้านหน้ายื่นออกมาเป็นขอบนูน มีรัศมี มีเสาซุ้มเป็นองค์ประกอบ ทำให้แลดูเด่นนูนชัดเจน พระพุทธลักษณะขององค์พระเป็นพระสมัยศิลปลพบุรีชัดเจนมากทั้ง 3 องค์จะมีฐานรองรับเป็นชั้นๆ ภายในฐานจะมีบัวคว่ำบัวหงายเป็นบัวสมัยลพบุรี ด้านล่างด้านหน้าจะมีสถูปหรือพระเจดีย์ 3 องค์เรียงติดชิดกันลดหลั่นกันไป อันแสดงถึงสังเวชนียสถานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งด้วย เจดีย์ต่างๆ หรือสถูปต่างๆ นั้นมีความละเอียดอ่อนทั้งหมด หรือจะเรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์แบบที่สุดทั้งองค์ทีเดียว
จากการที่มีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่ง 3 องค์มีขนาดเล็กใหญ่เรียงกัน องค์กลางใหญ่ด้านซ้ายและ ขวาก็มีรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งลดหลั่นกันในซุ้มที่มีกรอบและขอบที่สูงนูนเด่นชัด เน้นให้เห็นลวดลายและรัศมีอันเป็นองค์ประกอบที่บ่งบอกศิลปสมัยให้เราทราบได้ถึงพุทธลักษณะที่แท้จริงของท่านได้เพราะเหตุที่มีพระอยู่ถึง 3 องค์นี้เองผู้นิยมพระทั้งหลายจึงเรียกพระชนิดนี้ว่า พระตรีกาย หรือเรียกกันตามธรรมดาสามัญว่า พระสามพี่น้อง เนื้อพระมีทั้งดินดินเผาและเนื้อชินเงิน และเนื้อตะกั่วสนิทแดง สถานที่พบมีหลายแห่ง เช่นที่ ลำพูน สุโขทัย ภาคกลางที่ลพบุรี นครปฐม เพชรบุรี ราชบุรี ชัยนาท กาญจนบุรี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี อยุธยา ที่ภาคอีสานหรือภาคใต้ก็มีที่นครศรีธรรมราช นครราชสีมา บุรีรัมย์ ส่วนมากเป็นเนื้อดินเผาแทบทั้งสิ้น
พระพิมพ์สมัยลพบุรี รูปลักษณะของท่านเป็นศิลปะแบบขอมหรือแบบลพบุรี อันมีลักษณะที่เป็นข้อสังเกตได้ดังนี้
พระพักตร์หรือใบหน้ากว้างสี่เหลี่ยมพระโอษฐ์แบะ (ปากแบะ) พระหนุป้าน พระกรรณยาวจรดพระพาหา คือหูโดยมากมักยาวจรดบ่า มีไรพระศก พระเกศมาลาหมวดมุ่น มีทั้งแบบหนาหนามขนุนก็มี บางอย่างมีพระเกศมาลาเป็นต่อม เป็นลักษณะตาตะแกรง (ตาหมากรุก) หรือแบบฝาชีครอบก็มี บางแบบมงกุฏเทวดาก็มี เป็นแบบทรงเทริด (เขมรขนนกก็มี) กรอบเป็นรูปสามเหลี่ยมมน มีขนาดกว้างตั้งแต่ 6.5 ซ.ม สูง 7.6-5 ซ.ม ถึงกว้าง 10.5 ซม ใหญ่กว่าพระพิมพ์ชนิดอื่นๆ ทั่วๆ ไปจึงไม่สู้อยู่ในความนิยมของนักเลงพระท่าใดนัก แต่มีคุณค่าสูงทางศิลปะและโบราณคดีมาก
พระตรีกายหรือพระสามพี่น้อง เป็นพระพิมพ์ที่สร้างตามแบบลัทธิมหายาน อันมีความหมายถึง พระกายของพระพุทธเจ้าคือ นิรมานกาย หรือกายในร่างมนุษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ถือว่าเป็นกายแห่งความบริสุทธิ์ปราศจากซึ่งกิเลส ธรรมกายคือ กายแห่งการรู้แจ้งเห็นจริงของพระพุทธเจ้า อันได้พระธรรมคำสอนของพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ สัมโภคกาย คือพระกายของพระพุทธเจ้าขณะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยู่ในกฏแห่งกรรมคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
พิมพ์พระสมัยลพบุรีทั้งปางสมาธิและปางมารวิชัย องค์เดียวก็มี สามองค์ก็มีบางแบบบางพิมพ์ทำเป็นองค์พระเรียงเป็นแถวนั่งข้างบนข้างล่าง ซ้อนกันหลายๆ แถวก็มี ทำเป็นแบบพระพุทธรูปนาคปรกอยู่กลาง และมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอยู่ข้างซ้าย ขวามีนางปรัชญาปารมิตารวมอยู่ก็มี และบางแบบมีพระโพธิสัตว์อวโลเกศวรปางสมันตมุข 11 เศียร 22 กร อยู่ส่วนบนด้วย หรือบางแบบทำเป็นรูปพระพุทธรูปปางนาคปรกองค์เดียวอยู่ใต้ซุ้มปราสาทก็มี
ภาพทั้งหมดที่ผมนำมาประกอบเรื่องมีศิลปะและสมัยเดียวกันทั้งสิ้น ส่วนจะมีพุทธลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างกันไปบ้างนั้น ก็คงจะเป็นเพราะผู้เป็นศิลปินสร้างตามอุดมคติและหลักใหญ่ของพระพุทธประวัติเป็นสำคัญ เรื่องราวทั้งหมดนั้นสามารถบอกไว้ในภาพพิมพ์เหล่านี้หลายขั้นตอนของพุทธประวัติ พวกสัตบุรุษทั้งหลายเราท่านนี่แหละได้นำมากราบไหว้บูชากันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่หรือส่วนมากพระที่ท่านเห็นจะแตกกรุมาจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรีดังที่ผมกล่าวนำมาแต่แรกนั่นเอง โดยผู้สร้างได้บรรจุไว้ในเจดีย์รายรอบๆ องค์พระปรางค์ประธานในวัดพระศรีฯ เป็นเจดีย์ที่สร้างทับถมกันมาหลายครั้งหลายหน นักปราชญ์ทางโบราณคดีเชื่อว่าพระเจดีย์รายต่างๆ ในวัดพระศรีฯ มีศิลปกรรมในสมัยอยุธยาเป็นส่วนใหญ่พระเจดีย์รายเหล่านั้นนี่เองที่นักลักลอบขุดค้นหาของมีค่า เช่น พระพุทธรูปบูชาและพระเครื่องและวัตถุโบราณอื่นๆ เป็นจำนวนมากจากเจดีย์เหล่านั้น ทั้งรอบนอกและรอบในระเบียงคตจะมีฐานเจดีย์เก่าชำรุดหมดรูปหมดร่าง เหลือแต่ซากเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นองค์เจดีย์มีน้อยกว่าแนวเจดีย์ที่มีแถวเรียงกันไปตามกำแพง ภายในกรุหรือภายในเจดีย์มีผู้ขุดพบพระเครื่องพระบูชาจำนวนมากมายหลายครั้งหลายหนผู้ที่ได้พระกรุนี้มีความภูมิใจมากเมื่อพบพระดังกล่าว
เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2450 ได้มีการขุดค้นกันเรื่อยมา บางคนขุดได้แล้วนำออกจำหน่ายองค์ละ 1 บาทก็มี บางคนอุบเงียบหรือเฉยไว้ก็มี จึงไม่รู้ว่าพระที่ขึ้นมาแต่ละกรุจำนวนเท่าใดแน่แต่ได้รับการบอกเล่าจากบรรดานักขุดรุ่นลายครามกล่าวว่า มีเป็นเล่มเกวียนทีเดียวก็คงจะคล้ายๆ กับวัดราชบูรณะอยุธยาไม่ผิดนัก เรื่องนี้น่าเป็นห่วงจริง เพราะในพื้นที่บริเวณวัดพระศรีฯ มีเจดีย์รายถึง 45 องค์ ของเก่าแก่ต้องบรรจุไว้มากมายก่ายกองทีเดียว พวกเศรษฐีมั่งมีเงินทองของชาวลพบุรีที่เช่าเก็บไว้ก็มีไม่น้อย บางครั้งก็ให้ลูกหลานไปไว้สักการะบูชา หรือนำติดตัวไว้เพื่อปกป้องภัยก็มี ในสมันก่อนราคาไม่มีซึ่งไม่เหมือนสมัยปัจจุบัน แต่ก่อนนั้นขอกันได้ให้กันฟรี เดี๋ยวนี้ยาก ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาถึงเมืองลพบุรีหลายท่านอยากได้พระลพบุรีกันมาก และบางครั้งก็ได้ของดีไป บางครั้งก็ได้ของไม่ดี (ของปลอม) ไปก็หลายราย เพราะทั้งผู้ให้และผู้รับไม่ทราบว่าพระนั้นแท้หรือเทียมโดยได้ฟรีมาจากผู้อื่น จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดเรื่องหนึ่ง พระเครื่องวัดพระศรีฯ ถุกยัดเยียดเป็นวัดอื่นไปก็คงจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ และเสมอๆ เรื่องต่างๆ ที่ผมประสบมาไม่ขอเล่าเพราะไร้สาระ
ขอให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบว่าพระกรุในวัดพระศรีฯ แห่งนี้มีหลายพิมพ์ทรงมีหลายขนาดและมีหลายประเภท หลายศิลปะร่วมอยู่ด้วย แตกกรุมาแล้วเป็นเวลาช้านาน พระแต่ละประเภทและพิมพ์ทรงมีชื่อเรียกขานไม่เหมือนกัน ตามแต่ผู้ขุดได้จะเรียกขานหรือตั้งชื่อ พระสามพี่น้องนี่เองคือที่มาของคำว่าอู่ทองท้องช้าง ผมเองก็งงมาก ไม่รู้และไม่ทราบว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพียงแต่ทราบว่า พระอู่ทองท้องช้าง มีเนื้อชินเงิน ที่มีผิวของชินคล้ายปรอทสีเงินจับองค์พระแบบสนิทนั้นที่จริงแล้วแยกมาจากพระพิมพ์สามพี่น้องนี่เองโปรดสังเกตดูนะครับที่ผมพูดเช่นนี้เท็จจริงหรือไม่ เพราะเหตุพระสามองค์ในแผ่นดินเดียวกันนี้นี่เองทั้งหลายทั้งปวงจึงเรียกว่าพระสามพี่น้อง พระทั้ง 3 มีพุทธลักษณะเหมือนกับองค์เดียวกันแต่มีขนาดย่อมกว่ากันเท่านั้นสำหรับองค์กลางหรือองค์ใหญ่ เมื่อผู้สร้างหล่อด้วยชินเงิน และตัดออกมาแล้วเรียกชื่อท่านเสียใหม่เลยว่า ยอดขุนพลอู่ทองท้องช้าง ผู้สร้างคงจะบรรทุกใส่ท้องช้างมากระมังหนอ จึงได้ตั้งชื่อท่านว่า อู่ทองท้องช้าง ผมงงครับไม่รู้จะตอบท่านว่าอย่างไร(ไม่มีคำตอบ)
การพิจารณาพระวัดพระศรีฯหรือการพิจารณาพระสมัยลพบุรีให้ท่านสังเกตดุจากเนื้อพระเป็นหลักใหญ่ (สำคัญมาก) รองลงไปให้ท่านดูที่คราบกรุผิวฝ้าและจุดระเบิด (ข้อที่2) พิมพ์ทรงองค์ประกอบและจุดสังเกตในแม่พิมพ์ (ข้อที่3) ต้องจำสิ่งสามประการนี้ให้ได้และพยายามหมั่นดูจากภาพพระที่เป็นของแท้ของจริงบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญเองจะไม่เกินความสามารถไปได้ คนที่เล่นพระใหม่ๆ ถ้าสนใจก็สามารถเป็นคนที่เก่งได้ไม่ยาก เล่นพระหรือนิยมพระอื่นใดก็ไม่เท่ากรุ ดูง่ายสบายใจไปร้อยแปด ใครเห็นว่าไม่จริงก็ตามใจ
ก่อนจะจบขอกล่าวถึงความเป็นมาของวัดพระศรีฯ โดยย่นย่อดังนี้ วัดพระศรีเป็นวัดโบร่ำโบราณ เป็นพระอารามหลวงวัดหนึ่งที่มีอาณาเขตเกินกว่า 20 ไร่เศษ ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟลพบุรี มีความสำคัญทางโบราณคดีมากมายมีเจดีย์รายและพระปรางค์อยู่ภายใน เจดีย์หรือระเบียงคตมีถึง 2 ชั้น มีเจดีย์ซึ่งชำรุดทรุดโทรมถึง 45 องค์ เป็นวัดที่ไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้าง มีพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์เสด็จมาสร้างวัดและบูรณะวัดพร้อมทั้งปฏิสังขรณ์ และอีกครั้งหนึ่งซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ร.9 ปัจจุบันนี้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างดียิ่ง
แต่ก่อน เจ้าหน้าที่จะมาควบคุมดูแล วัดก็ได้ถูกลักลอบขุดค้นกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว จนไม่สามารถจะเรียงลำดับปีได้ถูกต้อง เพราะผู้ลักลอบขุดไม่ยอมเปิดเผยกลัวติดคุก เพียงแต่ทราบว่ามีการขุดค้นกันหลายครั้ง ของมีค่าทั้งหมดจึงไม่สามารถคาดคะเนได้ว่ามีมากน้อยแค่ไหนเพียงใด แต่เชื่อแน่ว่าต้องมีมากแน่นอน การขุดค้นครั้งสุดท้ายหรือครั้งใหญ่เมื่อปี พุทธศักราช 2508 นับเป็นปีสุดท้ายของการขุดค้น และจะไม่มีการขุดค้นกันอีกต่อไปเป็นแน่แท้ ฉะนั้นพระที่ได้จากวัดพระศรีมหาธาตุ ก่อนปี พ.ศ. 2508 เป็นต้นไปนั้นจึงมีอยู่กับผู้ที่เก็บรักษาไว้หลายรายดังบรรยายมาแล้วนั่นเอง
|