หลักการพิจารณาพระท่ากระดาน
เป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง พุทธศิลป์ยุคสมัยอู่ทอง ลักษณะลีลาท่าทางคล้ายกับพระผงสุพรรณซึ่งพุทธศิลป์อู่ทองเช่นเดียวกัน พระเกศมีทั้งแบบเกศตรง เกศคด และแบบเกศบัวตูม พระเกศาเป็นมุ่นมวยผม แนวพระศกเว้าเป็นแนวปีกกา พระนลาฏ(หน้าผาก)แยกต่ำกว่าแนวพระศก
คือมีพระพักตร์(ใบหน้า)ก้มงุ้มลงต่ำแบบมีคางคมสันเข้าลักษณะอู่ทองคางคน
พระเนตร(ตา)ปิดสนิทเป็นเหมือนเมล็ดข้าวสารที่มีปลายเฉียงเข้าหาพระนาสิก(จมูก)ซึ่งมีลักษณะจมูกโด่งเป็นตุ่มชัด แก้มทั้งสองข้างสอบลงล่าง มุมปากมีอาการยิ้มเคร่งแต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน มีร่องแก้มเป็นร่องลึก ทำให้เกิดรอยยิ้มดังกล่าว พระกรรณ(ใบหู)ยาวแนบชิดกับข้างแก้มทั้งสองข้าง ไม่มีส่วนของลำพระศอ(คอ)
ลักษณะของส่วนพระอุระ(หน้าอก)จะผายกว้างและยืดอกออกมาข้างหน้า ตอนส่วนบนเป็นเต้าหน้าอกสูงแล้วสอบลงเบื้องล่างไปยังพระอุทร(ท้อง) มีลักษณะเช่นเดียวกับพระผงสุพรรณ คือมีลักษณะคล้ายหัวช้างเช่นเดียวกัน
เส้นสังฆาฏิหนาพาดพระอังสา(หัวไหล่)ด้านซ้ายองค์พระ ซึ่งส่วนบนของสังฆาฏิจะสอดเข้าใต้กระดูกไหปลาร้า
การทอดพระพาหา(แขน)จะมีสามช่วง พระหัตถ์หนาเทอะทะ แนวหัวไหล่โค้งมน พระเพลา(หน้าตัก)มีความหนา ทับซ้อนสมาธิราบ ปรากฎแนวพระชงฆ์(หน้าแข้ง)ชัดเจนซ้าย-ขวา องค์พระประทับนั่งสมาธิราบบนฐานแบบอู่ทองฐานสำเภาคือเป็นฐานเขียงชั้นเดียวแบบแท่งเหลี่ยมเกลี้ยงๆ ช่วงบนฐานจะสอบเอียงเข้าใต้พระชงฆ์
ทำให้แลดูเหมือนองค์พระประทับนั่งล้นเกินออกมาจากฐาน ด้านหลังจะเป็นหลังเรียบ
ด้านพุทธคุณเปี่ยมล้นด้วยเข้มขลังความศักดิ์สิทธิ์ในทางคงกระพันชาตรีและแคล้วคลาดปลอดภัย
เป็นพระเครื่องอันดับหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีและถูกจัดให้อยู่ในชุดเบญจยอดขุนพล
มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของพระเนื้อโลหะ
จนได้รับสมญานามว่า "ยอดขุนศึกแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง"
เลยทีเดียว