หน้าแรก  :   ลงประกาศ ใหม่  :   เบญจภาคีเด่น  :   เหรียญยอดนิยม  :   ร้านสมาชิก VIP  :   ร้านสมาชิก Verify  :   ร้านสมาชิกทั่วไป  :   การใช้งาน  : 

สถิติการใช้งาน
ผู้ชมออนไลน์ 462 คน
อัพเดทวันนี้ 0 รายการ
สินค้าทั้งหมด 25 รายการ
สถิติเข้าชม 129811 ครั้ง
เปิดร้านวันที่ 16-02-2556


สมาชิกเข้าระบบ
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
 
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
หมวดหมู่ประกาศ
หน้าร้านค้าสมาชิก
พระสมเด็จ (10)
พระนางพญา (8)
พระผงสุพรรณ (3)
พระซุ้มกอ (2)
พระเนื้อดินยอดนิยม (1)
พระชุดเนื้อชินยอดนิยม (1)


! ประวัติ พระสมเด็จวัดระฆัง และพิมพ์สมเด็จ ยุคต่างๆ , จะทำอย่างไรเมื่อถูกหลอกขายพระปลอม !
จดโดเมน .com เป็นของตัวเองแบบส่วนตัวได้แล้ว เพียงปีละ 1,299B ! ฟรี ออกแบบป้าย header และปักหมุด
เช่าป้ายหน้าแรก ตำแหน่ง 728x90,140x140 เด่นชัดกว่าใคร ฟรี ออกแบบป้าย
  หมวดหมู่ประกาศ » พระผงสุพรรณ » พิมพ์หน้ากลาง
[ ให้เช่า] พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง(ข้างยันต์.อุ )กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี

พระแท้
Sponsor
ข้อมูลย่อๆ ผู้ขาย
หน้าร้านค้า: สุวิทย์ แก้วกลิ่น Verify
ราคา: โทรถาม ฿
เบอร์ติดต่อ: 092-4406845
: <--กด ดู
สถานะ: สมาชิก ส่งหลักฐานแล้ว



ค้นหาพระเครื่อง
รายละเอียด และข้อมูลอื่นๆ

ศิลปะแห่งองค์พระผงสุพรรณ 
     จากสำเนาจารึกลานทองที่ค้นพบกล่าวถึงการสร้าง พระผงสุพรรณไว้ ความว่า“ศุภมัสดุ 1265 สิทธิการิยแสดงบอกไว้ให้รู้ว่า ฤาษีทั้งสี่ตนพระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์ มีสุวรรณเป็นต้น คือ บรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราช เป็นผู้มีศรัทธา พระฤาษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทวดา มาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทู ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รับเอาไปไว้สักการบูชา เป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ อาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง เอาพระสงสรงน้ำมันหอม แล้วนั่งบริกรรม พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ��'๐๘ จบ พาหุง ��'๓ จบ ใส่ชันสัมฤทธิ์ นั่งสันนิษฐานเอาความปรารถนาเถิด ให้ทาทั้งหน้าและผม คอหน้าอก ถ้าจะใช้ทางเมตตา ให้มีสง่า เจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรง ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอม เสกด้วยคาถานวหรคุณ ��'๓ จบ พาหุง ��'๓ จบ พระพุทธคุณ ��'๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนทำพิธีในวันเสาร์ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้ พระว่านก็ดี พระเกสรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี อย่างประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง ๓ อย่างนี้ดุจกำแพงแก้วกันอันตรายทั้งปวงแล้วให้ว่าคาถาทแยงแก้วกันอันตรายทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถาทแยงสันตาจนจบพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจนจบพาหุงไปจนจบ แล้วให้ว่าดังนี้อีก กะเตสิกเกกะระณังมหาไชยังมังคะ สังนะมะพะทะ แล้วให้ว่า กิริมิติ กุรุมุธุ เกเรเมเถ กะระมะทะประสิทธิแล” 

พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี นับเป็นพระเครื่องเลื่องชื่อ ถูกบรรจุอยู่ในชุด “เบญจภาคี” ซึ่งมีทั้งเนื้อดินและเนื้อชินเงิน ที่เรียกว่า “พระผงสุพรรณยอดโถ” แต่สาเหตุที่เรียกว่า “ผงสุพรรณ” ก็เนื่องจากการค้นพบจารึกลานทอง กล่าวถึงการสร้างจากผงว่านเกสรดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์ จึงได้รับการเรียกขานกันว่า “ผงสุพรรณ” เรื่อยมา โดยสามารถจำแนกออกไว้ ๓ พิมพ์

1. พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่

2. พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง
3. พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม

     ศิลปะพระผงสุพรรณมีความสัมพันธ์กับศิลปะพระพุทธรูปประเภทหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง เนื่องมาจากแหล่งต้นกำเนิดของพระผงสุพรรณ อยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลาง ของศิลปะทางศาสนาที่เรียกว่า ศิลปะอู่ทองประการหนึ่ง นอกจากนี้ ลักษณะการแบ่งแม่พิมพ์ พระผงสุพรรณ ยังจำแนก และเรียกชื่อแม่พิมพ์ตามพุทธลักษณะ ของพระพุทธรูปอู่ทอง ซึ่งได้แก่ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม อีกด้วย

     ในความเป็นจริงแล้วศิลปะอู่ทอง เป็นศิลปะแห่งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมัยทวาราวดี กับสมัยขอมหรือเขมร ต่อมาช่วงหลัง ได้ผสมผสานศิลปะของสุโขทัยเข้าไปด้วย จนกลายเป็นพุทธศิลปะ ที่เกิดจากการผสมผสาน โดยมีอายุตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ��'๖ จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ��'๙ กล่าวคือ เมื่อสิ้นยุคทวาราวดีขอมได้มีอำนาจ ในดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ศิลปกรรมแห่งทวาราวดี ยังคงสืบทอดต่อเนื่อง โดยผสมผสานศิลปะของขอมเข้าไป ก่อนที่สุโขทัย จะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐ และความเจริญทางด้านพุทธศาสนา ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ศิลปะอู่ทองเดิมจึงผสมผสาน กับศิลปะสุโขทัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเราอาจแยกประเภทศิลปะของอู่ทองได้ดังนี้
��'. ศิลปะอู่ทองยุคแรก มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ��'๖ - ��'๘ ศิลปะจะเป็นแบบผสมผสานระหว่างศิลปะทวาราวดีกับศิลปะขอม สามารถจำแนกออกเป็น
-ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างลพบุรี รู้จักกันในชื่อ “อู่ทองเขมร” “อู่ทอง-ลพบุรี” หรือ “อู่ทอง-ฝาละมี”
- ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างสุพรรณบุรี รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-สุวรรณภูมิ” มีลักษณะคล้ายมนุษย์มาก ท่างดงามสุดยอด จะเรียกตามภาษาวงการพระว่า “สันแข้งคางคน”
��'. ศิลปะอู่ทองยุคที่สอง มีอายุอยู่ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ��'๙ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ��'๐ ศิลปะจะผสมผสานระหว่างศิลปะอู่ทองยุคแรกกับศิลปะสุโขทัย ช่างสมัยจะคาบเกี่ยวกัน ระหว่างศิลปะสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-อยุธยาตอนต้น” 
๓. ศิลปะอู่ทองยุคที่สาม มีอายุอยู่ในราว พ.ศ.��'๙๕��' - ��'๙๙��' อยู่ในช่วงสมัยสมเด็จพระนครินทราชา สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ��' (เจ้าสามพระยา) จนถึงต้นรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ศิลปะจะได้รับอิทธิพลของอยุธยามากขึ้น (จากการขุดค้นทางโบราณคดี บริเวณข้างศาลาหลวงพ่อเหย ด้านทิศตะวันตก ห่างจากองค์ปรางค์ประธาน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ๓๐ เมตร พบแม่พิมพ์พระดินเผา ขนาดกว้าง ๓ ซ.ม. สูง ๔��' ซ.ม. เป็นแม่พิมพ์พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่แต่ท่อนล่างหกชำรุด)

.พุทธเอกลักษณ์พระผงสุพรรณ พระผงสุพรรณ เป็นพระเครื่องที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผา จำลองพุทธลักษณะ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในลักษณะการปางมารวิชัย แบ่งแยกแม่พิมพ์ได้เป็นพิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม (สมัยโบราณเรียกพิมพ์หน้าหนู) องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย บนฐานเชียงชั้นเดียว พระเกศคล้ายฝาละมี มีกระจังหน้า พระพักตร์เคร่งขรึม พระนาสิกหนาใหญ่ พระอุระหนา ส่วนพระการทอดเรียว แสดงออกถึงศิลปะสกุลช่างอู่ทอง ที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เมื่อพบพิมพ์พระ ๓ ประเภท จึงเรียกชื่อตามลักษณะพระพักตร์ และตามศิลปะสกุลช่าง แห่งพระพุทธรูปที่พระพักตร์เหี่ยวย่น เหมือนคนแก่ เรียกว่า พิมพ์หน้าแก่ ที่พระพักตร์อิ่มเอิบเรียวเล็ก ปราศจากรอยเหี่ยวย่น เรียกว่าพิมพ์หน้าหนุ่ม ความหมายจากจารึกลานทองได้กล่าวถึงประเภทของพระผงสุพรรณไว้ ��' ชนิด ได้แก่ พระเนื้อดินที่มีส่วนผสมจากว่านและเกสรต่าง ๆ โดยเป็นพระเนื้อดินเผา ตามกรรมวิธีการสร้างพระพิมพ์สมัยโบราณ สีพระผงสุพรรณจึงเป็น “สถานหนึ่งดำ สถานหนึ่งแดง” และอีกชนิดหนึ่งได้แก่ พระผงสุพรรณที่ทำจากแร่ธาตุโลหะซึ่งเรียกตามจารึกว่า “ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน….ถ้าผู้ใดพบพระ…..ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี” ซึ่งหมายถึงพระผงสุพรรณเนื้อชินที่รู้จักกันในชื่อ “พระผงสุพรรณยอดโถ” สำหรับพระผงสุพรรณเนื้อดินนั้น เป็นพระเครื่องที่มีส่วนผสม วัสดุมวลสารจากดินละเอียด ว่าน และเกสรต่าง ๆ คนโบราณเรียกว่า “พระเกสรสุพรรณ” จะสังเกตได้ว่าเนื้อดิน ของพระผงสุพรรณ เป็นเนื้อดินค่อนข้างละเอียด หากเปรียบเทียบกับพระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก แล้วจะเห็นว่าเนื้อพระผงสุพรรณ จะละเอียดกว่า แต่ไม่ละเอียดมากเหมือน พระรอดกรุวัดมหาวัน จ.ลำพูน ซึ่งดินที่ใช้เป็นดินในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งดินแต่ละที่จะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน สำหรับปัญหาที่ว่า หากผสมว่านเมื่อพระผ่านการเผา มวลสารของว่าน จะไม่สามารถทนอุณหภูมิความร้อนได้ ต้องย่อยสลายไปนั้น หากพิจารณาแล้ว ในองค์พระผงสุพรรณ ก็ไม่ปรากฏโพรงอากาศ อันเกิดจากการย่อยสลายของเนื้อว่าน แต่อย่างใดนั้น ต้องพิจารณาถึงกรรมวิธีการสร้างพระ ของโบราณาจารย์เป็นสำคัญว่า มีหลายวิธี วิธีประการหนึ่งซึ่งพบหลักฐาน ในการนำว่านผงเกสรมงคล ��'๐๘ มาเป็นวัตถุมงคลในการสร้างพระ ได้แก่ การนำหัวว่านมงคลต่าง ๆ มาคั้นเอาน้ำว่านเป็นส่วนผสมเข้ากับมวลสารอื่น ๆ ซึ่งจะพบว่าพระผงสุพรรณนั้นมีความหนึกนุ่ม และซึ้งจัด หากได้โดนเหงื่อโคลนแล้ว ยิ่งขึ้นเป็นมันเงางามอย่างที่คนโบราณเรียกว่า “แก่ว่าน” ซึ่งได้แก่การคั้นน้ำว่านผสมลงไป ดังนั้น เมื่อผ่านการเผาจึงมิได้เกิดการย่อย สลายของเนื้อว่าน เนื่องจากพระผงสุพรรณเนื้อดินเป็นพระที่ผ่านการเผาไฟ สีสันขององค์พระจึงเป็นเฉกเช่นเดียว กับพระเนื้อดินที่ผ่านการเผาประเภทอื่น ๆ คือ มีตั้งแต่สีเขียว ที่ถูกเผาในอุณหภูมิสูงและนานที่สุด สีแดง สีมอย สีน้ำเงินเข้ม สีเทา ไปจนถึงสีดำ การสร้างพระพิมพ์เนื้อดินเผา มีมาแต่สมัยโบราณโดยมีการพั��'นาเทคโนโลยี การสร้างควบคู่มากับเทคนิคการทำเครื่องปั้น ดินเผา โดยเฉพาะดินแดนประเทศไทยนั้น พบพระพิมพ์ดินเผาตั้งแต่ยุคทวาราวดีเรื่อยมา ในศิลาจารึกหลักที่ ��' วัดศรีชุม ซึ่งจารึกโดยพระมหาเถรศรีศรัทธา (พ.ศ. ��'๘๙๐ - ��'๙��'๗) ได้กล่าวถึงปาฏิหารย์ของพระเกศธาตุโดย เปรียบเทียบกับการเผาดิน โดยแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี ในการควบคุมอุณหภูมิดังความว่า “พระเกศ ธาตุเสด็จมี หมู่หนึ่งซีดัง สายฟ้าแลบ ดังแถวน้ำแล่นในกลางหาวอัศจรรย์ สิ่งหนึ่งเห็นตะวันออกเขียวดังสูงเผาหม้อเผาไห” ซึ่งจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า สีของเปลวไฟที่ออกเป็นสีเขียว จะต้องมอุณหภูมิถึง ��',๓๐๐ - ��',๔๐๐ องศาเซนเซียส ซึ่งจะกระทำได้เมื่อมีเทคโนโลยีการสร้างเตาเผา การให้ความร้อนและการควบคุมอุณหภูมิอย่างดีเยี่ยม การเผาเนื้อดินของพระผงสุพรรณ เป็นการเผาที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ และเผาในอุณหภูมิสูงโดย ใช้เทคโนโลยีในการเผาเช่นเดียวกัน การทำเครื่องปั้นดินเผา โดยเฉพาะในบริเวณแถบสุพรรณบุรี-สิงห์บุรี ปรากฏแหล่งเตาเผา ที่แสดงถึงเทคโนโลยีชั้นสูง ที่บ้านบางปูน สุพรรณบุรีและเตาแม่น้ำน้อยฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน้อยวัดพระปรางค์ อ.ชันสูตร สิงห์บุรี ซึ่งมีอายุในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้น จนถึงรัชสมัยพระนครินทราชา การเผาโดยวิธีควบคุมอุณหภูมิ ส่งผลให้พระผงสุพรรณมีสภาพความแกร่งคมชัด ไม่หักเปราะง่าย แม้จะผ่านกาลเวลาเป็นนาน คนโบราณ จะใช้วิธีสังเกตสีของเปลวไฟที่ลุกไหม้ เป็นหลักในการควบคุมอุณหภูมิการเผาจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า

- ไฟที่มีสีแดงจัดจ้า อุณหภูมิประมาณ ๘๐๐ องศาเซนเซียส

- ไฟที่มีสีแดงธรรมดา อุณหภูมิประมาณ ๘๘๐ องศาเซนเซียส

- ไฟสีส้ม อุณหภูมิประมาณ ๙๕๐ - ��'��'๐๐ องศาเซนเซียส

- ไฟสีนวล อุณหภูมิประมาณ ��',๓๐๐ องศาเซนเซียส

- ไฟสีเขียว อุณหภูมิประมาณ ��',๓๐๐ - ��',๔๐๐ องศาเซนเซียส

     พระผงสุพรรณ จะใช้วิธีการเผา โดยควบคุมอุณหภูมิที่ ��'��'๐๐ - ��'๓๐๐ องศาเซนเซียส องพระจะแกร่งส่วนใหญ่จะมีสีแดง ส่วนสีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับการถูกความร้อนมาก - น้อย ต่าง ๆ กัน ดังนั้นพระผงสุพรรณ จึงเป็นพุทธปฏิมากรดินเผา ที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเผาพระพิมพ์อย่างมีคุณภาพ..เอกลักษณ์ประการหนึ่งของพระผงสุพรรณก็คือ ด้านหลังองค์พระจะมีลอยลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นการกดเมื่อนำดินใส่ลงในแม่พิมพ์ ในจารึกลานทองกล่าวไว้ว่า “ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั่น” ลายมือที่ปรากฏจะเป็นลายนิ้วมือ หัวแม่โป้งแบบ “ก้นหอย” ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะลายมือของคนโบราณ ส่วนการตัดขอบ นั้นมักจะตัดเป็นรูปตามองค์พระด้านฐานผายกว้าง ด้านบนสอบเข้า โดยเฉพาะขอบข้างพระเศียรอาจตัดเป็นเหลี่ยม มุมทำให้กรอบพระผงสุพรรณมีห้าเหลี่ยมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้าง ไม่สู้จะเสมอเหมือนกัน

เอกลักษณ์ในแม่พิมพ์

     แม่พิมพ์มีความสำคัญในการพิจารณาพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง พุทธเอกลักษณ์ของแม่พิมพ์ นอกจาก จะแสดงถึงศิลปะของสกุลช่าง ที่ปรากฏยังเป็นสิ่งพิสูจน์ความแท้-เทียม ขององค์พระ การแกะสลักแม่พิมพ์ไม่ว่าจะเป็นหินสบู่ หินชนวน หรือแม่พิมพ์ดินเผา จะเป็น “ต้นแบบ” ที่ยากจะทำเลียนแบบได้ หากนำองค์พระไปถอดพิมพ์เพื่อทำพิมพ์ใหม่ องค์พระจะมีขนาดเล็กลง ซึ่งในสายตาผู้ชำนาญการจะสังเกตได้ จุดสังเกตที่ภาษานักสะสมพระเรียกว่า “จุดตาย” นั้นก็คือเอกลักษณ์หรือตำหนิในแม่พิมพ์ โดยเฉพาะส่วนลึกที่สุดขององค์พระ จะเป็นส่วนสูงที่สุดของแม่พิมพ์ซึ่งไม่คลาดเคลื่อน ไม่ว่าพระองค์นั้นจะกดลึกหรือกดตื้น แต่ตำหนิสำคัญก็จะคงอยู่ สำหรับพระผงสุพรรณนั้น สามารถแยกแม่พิมพ์ออกเป็น ๓ แบบด้วยกันคือ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม

     พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ นั้นเป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาศิลปะอู่ทอง ประทับนั่งปางมารวิชัย บานฐานเชียง พระพักตร์มีเค้าความเหี่ยวย่น คล้ายคนชราภาพ เป็นที่มาของชื่อ “พิมพ์หน้าแก่” ซึ่งมีจุดสังเกตดังนี้
- พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ มีเพียงแม่พิมพ์เดียว สาเหตุที่ดูเผิน ๆ แตกต่างกันนั้น เนื่องมาจากการผ่านการเผา ทำให้ได้รับความร้อนไม่เท่ากัน ส่งผลให้ขนาด สีสัน วรรณะ การหดตัวไม่เท่ากัน นอกจากนี้การตัด การบรรจุกรุ สภาพการใช้ยังส่งผลต่อการพิจารณาพระผงสุพรรณด้วย
- พระเนตรด้านซ้ายขององค์พระยาวรีลึก ปลายพระเนตรตวัดขึ้นสูงกว่าพระเนตรด้านขวา
- พระนาสิกหนาใหญ่ สองข้างมีร่องลึกลงมารับพระโอษฐ์ ซึ่งแย้มเล็กน้อย
- พระกรรณขวาขององค์พระจะขมวดคล้ายมุ่นมวยผม ไรพระศกทอดยาวลงมามากกว่าพระกรรณด้านซ้าย
- เกือบบนสุดของพระกรรณขวามีร่องลึก เหมือนร่องหู และพระกรรณด้านบนเหนือร่อง จะหนาใหญ่โค้งคล้ายใบหูมนุษย์
- ด้านในของพระกรรณซ้ายจะมีเม็ดผดคล้ายเมล็ดข้าวสารวางสลับไปสลับมาเรื่อยมาถึงปลายพระกรรณ
- พระอุระใหญ่ก่อนจะคอดกิ่วมาทางพระนาภีคล้ายหัวช้าง
- ระหว่างพระอุระกับพระอังสะซ้ายขององค์พระเว้าลึกปรากฏเป็นรอยสามเหลี่ยม
- มีเส้นบาง ๆ ลากผ่านเหนือพระอังสะซ้ายไปจรดขอบนอกพระอุระด้านซ้ายปลายเส้นปรากฏเม็ดผดเล็ก ๆ ขึ้นเรียงรายได้ราวนมซ้าย
- พระหัตถ์ซ้ายหนาใหญ่อยู่กึ่งกลางลำพระองค์ ปลายพระหัตถ์ไม่จรดพระกรขวา เหมือนพิมพ์หน้ากลาง มองเห็นร่องพระหัตถ์ชัดเจน
- ข้อพระกรขวาขององค์พระด้านในเว้าลึก

     พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง มีพุทธลักษณะเนื้อหาทรวดทรงสัณฐานเช่นเดียวกับพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ แต่เค้าพระพักตร์จะไม่เคร่งขรึม เหี่ยวย่น เหมือนพิมพ์หน้าแก่ ดูอิ่มเอิบสดใส คล้ายหน้าหนุ่มที่ไม่สูงวัยมาก และจะมีแม่พิมพ์เพียงพิมพ์เดียว มีลักษณะที่น่าสังเกตดังนี้
- พระพักตร์อิ่มเอิบ ไม่เหี่ยวย่นชราภาพเหมือนพิมพ์หน้าแก่
- พระเนตรทั้งสองข้างไม่จมลึกเท่าพิมพ์หน้าแก่ ปลายพระเนตรด้านซ้ายขององค์พระตวัดเฉียงขึ้นเล็กน้อย หากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่ารูปพระพักตร์ระหว่างพระเนตรทั้งสองข้าง วางได้ระดับเท่ากัน ทั้งสองข้างไม่เอียงเหมือนพิมพ์หน้าแก่
- พระกรรณทั้งสองข้างจะเป็นเส้นเอียงลงตามเค้าพระพักตร์และมีความยาวเกือบเท่ากันทั้งสองข้าง
-ในองค์ที่ติดพิมพ์ชัด ปลายพระกรรณขวาขององค์พระจะเรียวยาวคล้ายจงอยที่ปลายงอเข้าหาด้านในเล็กน้อย ส่วนปลายพระกรรณซ้ายขององค์พระจะแตกเป็นหางแซงแซว
- พระอุระผายกว้างและสอบเพรียวตรงพระนาภีดูคล้ายหัวช้าง
- พระหัตถ์ซ้ายวางที่หน้าตัก แต่ให้สังเกตปลายพระหัตถ์ก็จะยาวยื่นไปเกือบชนลำพระกรขวาขององค์พระ ซึ่งจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้าหนุ่ม
- ข้อพระกรขวาเว้าลึกอย่างเห็นได้ชัด
- ในองค์ที่ติดชัดข้างฝ่าพระหัตถ์ขวามีติ่ง เนื้อเกินเล็ก ๆ วิ่งจากโคนนิ้วขึ้นด้านบน

     พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม เป็นพิมพ์ที่มีความลึก คมชัดเป็นอย่างยิ่ง ดูจากสภาพองค์พระ ที่ปรากฏจะเห็นลักษณะการถอดออกจากแม่พิมพ์ค่อนข้างยาก กว่าพระผงสุพรรณพิมพ์อื่น เหตุเพราะแม่พิมพ์มีความลึกมากเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงพบองค์สภาพสมบูรณ์น้อยมาก พระพักตร์จะดูอ่อนเยาว์ สดใสและเรียวเล็กกว่าพิมพ์อื่น สมัยโบราณเรียกว่า “พิมพ์หน้าหนู” ซึ่งพระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่มนี้มีแม่พิมพ์เดียว มีข้อสังเกตดังนี้
- พระพักตร์ดูอ่อนเยาว์ สดใส แตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลางอย่างเห็นได้ชัด
- พระเนตรทั้งสอข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน ปลายพระเนตรซ้ายขององค์พระ ยกเฉียงขึ้นเล็กน้อย
- พระนาสิกหนาใหญ่ตั้งเป็นสัน
- ริมพระโอษฐ์หนา
- พระกรรณจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่ และพิมพ์หน้ากลาง กล่าวคือ ตั้งขึ้นเป็นสันแนบชิดกับพระพักตร์ และยาวลงมาเกือบจรดพระอังสะทั้งสองข้าง 

     จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองเก่าแก่มีโบราณสถาน และโบราณวัตถุทางพุทธศาสนามากมาย โดยเฉพาะพระเครื่อง และพระบูชาที่บรรพบุรุษ ได้สร้างบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์ และสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา 
ต่อมาได้มีการค้นพบ พระเครื่องและพระบูชามากมายหลายชนิด หลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยอมรวดีทวารวดี ศรีวิชัย ปาละ ลพบุรี อู่ทอง อยุธยา ในจำนวนพระที่ค้นพบนั้น พระผงสุพรรณ ที่พบจากองค์พระปรางค์ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ถือว่าเป็นสุดยอดของพระเครื่องที่ค้นพบทั้งหมด โดยได้รับความนิยมอย่างมากจนจัดให้เป็นหนึ่งในชุดพระเบญจภาคี

     วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือที่ชาวสุพรรณเรียกสั้นๆ ว่า วัดพระธาตุ เป็นพระอารามเก่าแก่ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณ มาตั้งแต่สมัยอู่ทองและอยุธยา ตั้งอยู่ในเขตตำบลรั้วใหญ่ เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีองค์พระปรางค์สูงตระหง่านเป็นองค์ประธานตั้งโดดเด่นเป็นสง่า

     พระอารามแห่งนี้ถูกทอดทิ้งรกร้างอยู่เป็นเวลานาน จนประมาณปี พ.ศ.��'๔๕๖ มีชาวจีนเข้าไปตั้งบ้านเรือน ประกอบอาชีพทำสวนผัก ในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ได้ลักลอบขุดองค์พระปรางค์ประธาน พบแก้วแหวนเงินทองสมัยโบราณ เป็นจำนวนมาก จนข่าวกรุแตกแพร่กระจายไป 
     นายเจิม อร่ามเรือง นักขุดพระชื่อดังในสมัยนั้น ได้ลักลอบขุดต่อ ได้พบพระผงสุพรรณและพระเนื้อชินต่างๆ อีกหลายพิมพ์ อาทิ พระกำแพงศอก พระมเหศวร พระลีลา พระท่ามะปราง พระผงสุพรรณยอดโถ พระสุพรรณหลังผาน และพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ศิลปะลพบุรี อู่ทอง ��' และอู่ทอง ๓ รวมทั้งแผ่นจารึกลานทองหลายแผ่น ซึ่งนายเจิม อร่ามเรือง ได้ทำการหลอมขายจนหมด จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ไป 
     ต่อมาก็ยังมีผู้ที่ลักลอบเข้าไปขุดค้นอีกหลายครั้งได้สิ่งของที่มีค่าไปมากมาย ข่าวการลักลอบขุดกรุทราบถึงคณะกรรมการเมือง พระยาสุนทรสงคราม (อี้ กรรณสูต) เจ้าเมืองสุพรรณบุรีในสมัยนั้น เห็นว่าปล่อยทิ้งไว้ราษฎรคงจะแห่กันไปสร้างความเสียหายต่อสมบัติของประเทศชาติ จึงให้เจ้าหน้าที่ รีบไปจัดการอุดช่องที่เจาะพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วจึงเปิดกรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ.��'๔๕๖ 
     หลังจากนั้นได้นำพระเครื่องที่ได้ จากการเปิดกรุส่วนหนึ่ง ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงเสด็จฯ ไปสักการะบูชาเจดีย์ยุทธหัตถี ณ ดอนเจดีย์ ในเขตเมืองสุพรรณบุรี โดยพระยาสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

     เรื่องราวของการเปิดกรุเป็นทางการในครั้งนั้น ปรากฏในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งกล่าวถึงการเสด็จฯ ไปสักการะพระเจดีย์ยุทธหัตถีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และการนำพระผงสุพรรณ พระกำแพงศอก และพระพิมพ์ต่างๆ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ดังความว่า......."เมื่อทรงสักการบูชาพระเจดีย์แล้ว (พระเจดีย์ยุทธหัตถี) พระยาสุนทรสงคราม ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำสิ่งของโบราณต่างๆ ทูลเกล้าฯ ถวาย สิ่งของซึ่งพบที่ดอนเจดีย์เมื่อฉาบดินและแผ้วถางทางรับเสด็จคราวนี้ คือยอดธงชัย เป็นรูปวชิระทำด้วยทองสัมฤทธิ์ยอด ��'.นอกจากสิ่งของที่ได้ที่ดอนเจดีย์ พระยาสุนทรสงครามได้นำพระเครื่องซึ่งพบในกรุที่วัดพระธาตุในเมืองสุพรรณบุรี เมื่อจวนจะเสด็จคราวนี้ ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระพุทธลีลาหล่อพิมพ์ด้วยโลหะธาตุอย่างหนึ่ง พระพุทธรูปมารวิชัย พิมพ์ด้วยดินเผาอย่างหนึ่ง อย่างละหลายร้อยองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกแก่เสือป่า ลูกเสือ ทหาร และตำรวจ บรรดาที่โดยเสด็จครั้งนี้โดยทั่วกัน"

     ในการเปิดกรุครั้งนี้ ได้พบพระพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก และได้พบแผ่นจารึกลานทองภาษาขอม ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ กล่าวถึงการสถาปนาพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ โดยกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา และได้รับการปฏิสังขรณ์โดยพระราชโอรสซึ่งมีข้อความคล้ายคลึงกับแผ่นลานทอง ซึ่งพบที่ยอดนพศูลองค์พระปรางค์ซึ่งแปลโดยนายฉ่ำ ทองคำวรรณ ซึ่งมีใจความว่า
     พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธยา ทรงมีพระนามว่าจักรพรรดิ โปรดให้สร้างสถูปองค์นี้ขึ้นไว้และทรงบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ภายใน แต่สถูปของพระองค์ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พระโอรสของพระองค์ ผู้เป็นราชาเหนือพระราชาทั้งหลาย ในพื้นแผ่นดินทั้งมวล และเป็นราชาธิราชผู้ประเสริฐ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนดี และทรงบรรจุพระวรธาตุของพระพุทธเจ้า ไว้ในพระสถูปนั้น พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระสถูป จึงทรงบูชาด้วยเครื่องบูชา เครื่องบูชามีทอง เป็นต้น แล้วตั้งความปรารถนาว่า ด้วยบุพกรรมแห่งข้านั้น ขอให้ข้าพึงเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเทอญ"

     วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีองค์พระปรางค์องค์ใหญ่ สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ��' (เจ้าสามพระยา) หรือสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แม้ว่าไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้างที่ชัดเจน แต่มีหลักฐานที่สำคัญต่อการศึกษาของวงการพระเครื่อง พระบูชา คือลานทอง ๓ แผ่น ซึ่งเป็นการจารึกประวัติศาสตร์ของการสร้างวัด สร้างพระเครื่องและพระบูชา โดยเฉพาะแผ่นที่ ��' ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ว่า

     "ศุภมัสดุ ��'��'๖๕ สิทธิการิยะแสดงบอกไว้ให้รู้ว่า มีฤๅษีทั้งสี่ตน พระฤๅษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์มีสุวรรณ เป็นต้น คือบรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราชเป็นผู้ศรัทธาพระฤๅษีทั้งสี่ตน จึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤๅษีจึงอัญเชิญเทพยดามาช่วยกันทำพิธี ทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถาน ��' แดง สถาน ��' ดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อนพิมพ์ด้วยลายมือของพระมหาเถระปิยะทัศสะศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่างๆ ซัดยาสำเร็จแล้วให้นามแร่ว่าสังฆวานร ได้หล่อเป็นพิมพ์ต่างๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วท่านเอาไปประดิษฐ์สถานไว้ในสถูปใหญ่แห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม (สุพรรณบุรี) ถ้าผู้ใดพบเห็นให้รีบเอาไปไว้สักการะบูชาเป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ อาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง ถ้าผู้ใดจะออกรณรงค์สงครามประสิทธิ์ด้วยสาทตราวุธทั้งปวง เอาพระลงสรงน้ำมันหอมแล้วนั่งบริกรรมพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ��'๐๘ จบ พาหุง ��'๓ จบ ใส่ขันสัมฤทธิ์นั่งอธิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิด ให้ทาทั้งหน้าและผม คอ หน้าอก ถ้าจะใช้ในทางเมตตาให้มีสง่าเจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรง ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอม เสกด้วยคาถาเนาว์หอระคุณ ��'๓ จบ พาหุง ��'๓ จบ พระพุทธคุณ ��'๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนบูชาทำพิธีในวันเสาร์ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอ ทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้ พระว่านก็ดี พระเกษรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี อย่าประมาทเลย อานุภาพพระทั้ง ๓ อย่างนี้ดุจกำแพงแก้วกันอันตรายทั้งปวง แล้วให้ว่าคาถาทเยสันตาจนจบ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณจนจบ พาหุงไปจนจบ แล้วให้ว่าดังนี้อีก คะเตสิกเก กะระณังมะกา ไชยยังมังคะ สังนะมะพะทะ แล้วให้ว่า กิริมิถิ กุรุมุธุ เกเรเมเถ กะระมะทะ ประสิทธิแล"

     จากคำแปลนี้ก็ได้มีข้อสังเกตว่า พระผงสุพรรณเป็นพระเนื้อดินที่ไม่ได้ผ่านการเผา เป็นพระดินดิบเพียงแค่ผสมกับว่าน ��'๐๘ ผงเกสรดอกไม้และตัวประสาน แต่เมื่อนำไปบรรจุกรุ ความร้อนอบอ้าวภายในกรุจะค่อยอบ จนพระผงสุพรรณแห้ง คล้ายกับการเผาไฟ 
     พระผงสุพรรณเป็นพระเครื่อง ที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นพระเนื้อดินเผา จำลองพุทธลักษณะ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในรูปแบบพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งบนฐานเขียงชั้นเดียว ศิลปะยุคอู่ทอง พระพักตร์แตกต่างกันออกไปตามพิมพ์ พระเกศคล้ายฝาละมี มีกระจังหน้า พระพักตร์เคร่งขรึม ขึงขัง พระนาสิกหนาใหญ่ พระอุระหนา ส่วนพระกรทอดเรียว แสดงออกถึงศิลปะสกุลช่างอู่ทอง ที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึง กับมนุษย์มากที่สุด 
     ด้านหลังของพระผงสุพรรณปรากฏลายนิ้วมือเป็นค่อนข้างหยาบอย่างชัดเจน สันนิษฐานว่า เป็นลายนิ้วหัวแม่มือโดยกดหนักทางด้านบน ขนาดขององค์พระมีความกว้าง ความหนาและความสูงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการกดพิมพ์และการตัดขอบ มักจะมีรอยตัดยอดบนขององค์พระออก 
     ด้วยเหตุที่เมื่อพบพิมพ์พระ ๓ ประเภท มีลักษณะพระพักตร์เหมือนศิลปะสกุลช่าง แห่งพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง ๓ แบบ จึงได้แบ่งพิมพ์พระผงสุพรรณออกเป็น ๓ พิมพ์ตามพระพุทธรูป ได้แก่ 
1.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ 
2.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง 
3.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม 
     พระผงสุพรรณ จัดเป็นหนึ่งในชุดพระเบญจภาคี มีพุทธานุภาพในด้านแคล้วคลาด มหาลาภ เมตตามหานิยม มหาอำนาจ เป็นมงคลยิ่งแก่ผู้สักการบูชา

----------------------------------------

ประวัติพระผงสุพรรณ พระผงสุพรรณ เป็นยอดพระเครื่องฯ ในชุดเบญจภาคีที่มีค่าเป็นอันดับหนึ่ง ในเมืองสุพรรณ แต่ปัจจุบันนี้หาได้ยาก (มีของปอมกลาดเกลื่อนไปหมด 

ตำนานการสร้าง ตำนานการสร้างพระผงสุพรรณนั้น ท่านอาจารย์กลิ่น วัดจักรวรรดิ์ ฯ จังหวัดพระนคร ได้บอกเล่าว่าท่านมหาชื้น วัดจักรวรรดิ์ ฯ เป็นผู้ตัดต่อจากลานทอง ที่ปรางวัดพระธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อปี พ,ศ ��'๔๕๓ มีใจความดังนี้ คือ

     ศุภมัสดุ ��'��'๖๕ สิทธิการิยะแสดงบาทไว้ให้รู้ว่ามีฤาษีพิลาลัยเป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำเครื่องประดิษฐ์มีสุวรรณ เป็นต้น คือ พระบรมกษัตริย์ พระศรีธรรมาโศกราชเป็นผู้ศรัทธา ฤาษีทั้ง ๔ ตน จึงพร้อมใจกันนำเอาแร่ว่านทั้งหลายอันมีฤทธิ์กับแร่ต่างๆ ครั้งได้แล้วพระฤาษี จึงอันเชิญเทพยดา เข้ามาช่วยกันทำพิธีเป็น พระพิมพ์สถานหนึ่ง สถานหนึ่งแดง ได้เอาว่านทำผงปั้นพิมพ์ด้วยลายมือ พระมหาเถรปิยทัสสะดิสศรีสาริบุตร คือเป็นใหญ่ เป็นประธานในที่นั้น ได้อาแร่ต่างๆ ซัดยาสำเร็จแล้วให้นามว่า “แร่สังฆวานร “ ได้หล่อเป็นพิมพ์ต่างๆ มีอานุภาพต่างๆกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วเอาไปประดิษฐานไว้ในสถูปใหญ่แห่งเมืองพรรธม ถ้าผู้ใดได้พบให้รีบเอาไปสักการบูชาเป็นของวิเศษนักแล ฯ

กรุแตกเมื่อปี พ. ศ. ��'๔๕๖
     นาย พิน ฯ ได้เล่าว่า ในปี พ. ศ ��'๔๕๖ สมัยนั้นตนยังเป็นเด็กลูกวัดอยู่ ต่อมาได้มีพระดงค์รูปหนึ่งมาถามแกว่า
วัด “พระธาตุไปทางไหน” นายพิน ฯ ก็ชี้บอกทางให้ ครั้งภายหลัง นายพินฯ จึงมาทราบว่าพระธุดงค์รูปนั้นได้ลายแทงมาขุดหาสมบัติ ของสำคัญได้ผอบทองคำไปใบหนึ่ง และมิได้นำอะไรไปจากกรุเลย แต่ชาวจีนที่พระธุดงค์จ้างมาขุด กับได้พระเครื่องฯ ต่างๆไปเป็นอันมาก อาทิเช่นพระผงสุพรรณ พระกำแพงศอก ฯลฯ แล้วนำออกเร่ขาย ความทราบถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองก็รีบไปจัดการอุดช่องที่เจาะพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเสีย
     ในปี พ.ศ.��'๔๕๖ (ปีเดีย<




!โปรดตรวจสอบข้อมูลผู้ขายให้ละเอียด หากสะดวกแนะนำ นัดดูด้วยตนเอง เช็คประวัติ ดู(Verify Seller)(ห้ามมัดจำทุกกรณี !)
รายละเอียผู้ขาย
ความต้องการ: ต้องการขาย
อับเดทล่าสุด: 30 ก.ย. 2559
ราคา: โทรถาม
รับชำระ Bitcoin :[ ]เหรียญที่รับ ถ้าไม่มี สมัคร bitpay ที่นี่
หมายเหตุ สมาชิก :
สถานะ สมาชิก : สมาชิก Verify Seller(ส่งหลักฐานแล้ว)
เจ้าของประกาศ: สุวิทย์ แก้วกลิ่น Verify
หน้าร้านค้า เยี่ยมชมร้านค้า: www.talad-pra.com/shopping.php?m=8340
ที่อยู่: ภาคเหนือตอนล่าง+ภาคกลางตอนบน
จังหวัด: พิษณุโลก <--(กดดูได้ครับ)
เบอร์ติดต่อ: 092-4406845
อีเมล์: suwit1991@hotmail.com
เข้าชม: 10100 ครั้ง
ไอพี: 171.100.155.179

 

Copyright 2013, All Rights Reserved. by Talad-pra.com
พระเครื่อง ,ศูนย์พระเครื่อง ,ตลาดพระ ,ขายพระ ,ตลาดพระเครื่อง ,ขายพระเครื่อง , ฝากพระเครื่อง , ประมูลพระเครื่อง , ตลาดออนไลน์ !

462