|
ขนาดระหว่างเส้นซุ้ม
2.4×3.4
ซม. ขนาดองค์พระ 2.4×3.8 ซม.
จากลักษณะพุทธศิลป์และองค์ประกอบของแม่พิมพ์
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์นี้จัดอยู่ในกลุ่ม พิมพ์ใหญ่ทรงใหญ่
(พิมพ์ประธาน) ซึ่งถือเป็น พุทธศิลป์ยุคปลาย (สร้างประมาณ
พ.ศ. 2412 – 2415 ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5) แกะแม่พิมพ์โดยฝีมือช่างสิบหมู่หรือกลุ่มช่างหลวงวิจารณ์เจียรนัย
จุดสังเกตลักษณะเด่นของพระยุคปลายในองค์นี้:
- เส้นกรอบกระจก
(เส้นบังคับพิมพ์): ปรากฏเส้นทิวบางๆ
ลากขนานลงมาทางด้านซ้ายขององค์พระ (ขวามือของเรา)
และม้วนวิ่งเข้าหาเส้นซุ้มครอบแก้วบริเวณข้อศอกอย่างชัดเจน
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพิมพ์ช่างหลวงยุคปลาย
- วงแขนและรูปทรงองค์พระ:
ลำพระองค์ (ลำตัว)
ทอดเรียวลงมาในลักษณะคล้ายรูปตัว V วงแขนโค้งมนประสานกันได้สัดส่วนงดงาม
มีความคมชัดลึกตามมาตรฐานแม่พิมพ์ยุคท้าย
- ฐานพระ: ฐานทั้ง 3 ชั้น
มีความหนา คม และลาดเอียงได้มิติ โดยฐานชั้นล่างสุด (ฐานเขียง)
จะเห็นรอยตัดเฉียงทางด้านขวาขององค์พระอย่างเป็นระเบียบ
- เนื้อหาและมวลสาร: ปรากฏเม็ดมวลสารกระจายตัวชัดเจน
มีคราบความเก่าและการเซ็ตตัวของเนื้อผงพุทธคุณผสมน้ำมันตังอิ๊ว
- รูปทรงและเส้นซุ้ม: รูปทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟักได้ฉาก เส้นซุ้มครอบแก้วหรือซุ้มผ่าหวายมีความหนาและโค้งมนสมส่วน
การตัดขอบข้างสามารถมองเห็นเส้นกรอบบังคับพิมพ์
หรือเส้นกรอบกระจก
·
องค์พระ: เส้นสายพุทธศิลป์คมชัดลึก โดยเฉพาะส่วนพระเศียร พระกรรณ (หู) จรดมาถึงพระพาหา (แขน) และฐานทั้ง 3 ชั้น มีความสมบูรณ์ ไม่ปรากฏรอยหัก รอยซ่อม หรือการแตกรานรุนแรงที่ทำให้พิมพ์ทรงบิดเบี้ยว
เนื้อหาและมวลสาร
·
วรรณะและสีผิว: เนื้อพระออกโทนสีขาวนวลอมเหลืองเกสร ผิวแห้งนุ่มนวลตา
·
จุดมวลสาร: ปรากฏมวลสารกระจายตัวอยู่ทั่วองค์พระอย่างชัดเจน ได้แก่ เม็ดมวลสารสีดำ (ผงถ่าน
·
หรือก้านธูป) เม็ดสีแดง
(เศษพระซุ้มกอกำแพงเพชร) รวมถึงคราบความเก่าและจุดด่างดำขนาดเล็กตามพื้นผิว
ซึ่งช่วยเสริมความเป็นธรรมชาติของเนื้อผงพุทธคุณ
สภาพด้านหลังของพระสมเด็จองค์นี้มีลักษณะทางกายภาพและมวลสารที่เด่นชัด
ดังนี้ครับ
ลักษณะพื้นผิวและความแห้ง
·
พื้นผิวมีความหนึกนุ่มและแห้งผาก: เนื้อพระดูมีความเก่าเป็นธรรมชาติ ไม่แห้งกระด้าง
·
รอยยุบตัวและรูพรุน: มีรอยแยก รอยย่น
และรูพรุนเข็มขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป
ซึ่งเกิดจากการเซ็ตตัวของเนื้อปูนเปลือกหอยและมวลสารตามกาลเวลา
·
คราบไคลและรอยฝ้า: ปรากฏคราบความเก่าหรือคราบไคลสีน้ำตาลอ่อนและเข้มเคลือบอยู่ตามผิวเบาบาง
มวลสารที่ปรากฏ
·
จุดสีดำ (ผงถ่าน/ก้านธูป): มีมวลสารสีดำค่อนข้างชัดเจน ทั้งจุดขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป
และจุดขนาดใหญ่หนาแน่นบริเวณมุมซ้ายล่างและขอบข้าง
·
มวลสารสีน้ำตาล/เทา: ปรากฏจุดมวลสารสีเทาเข้มและสีน้ำตาลอมแดงแทรกตัวอยู่ในเนื้อพระ
·
ความกระด้างของขอบ: บริเวณขอบรอบองค์พระมีรอยครูด รอยกะเทาะ
และรอยปลิ้นตามธรรมชาติของการตัดขอบ
ภาพด้านข้างของพระสมเด็จองค์นี้แสดงลักษณะ
"ขอบข้างตัด"
ที่มีร่องรอยความเก่าตามธรรมชาติอย่างชัดเจน
โดยมีจุดสังเกตสำคัญสำหรับการพิจารณาพระเนื้อผงตระกูลพระสมเด็จดังนี้ครับ:
·
ร่องรอยการลงรักเก่า: ปรากฏคราบรักน้ำเกลี้ยงหรือเศษรักสีดำฝังลึกอยู่ตามซอกและพื้นผิวของขอบข้าง
ซึ่งแสดงถึงการลงรักเคลือบผิวองค์พระในอดีตและหลุดร่อนออกไปตามกาลเวลา
·
การปริแยกและรอยยุบตัว: มีรอยเหี่ยวย่น รอยแยกขนาดเล็ก
และหลุมบ่อตื้น ๆ
ที่เกิดขึ้นจากการเซ็ตตัว รอยหดตัวคายความชื้นของเนื้อปูนเปลือกหอย และมวลสารเมื่อผ่านอายุเวลายาวนาน
·
รอยครูดและเม็ดมวลสาร: พื้นผิวขอบมีความขรุขระ ไม่เรียบตึงจนเกินไป
ปรากฏร่องรอยการตัดขอบด้วยเครื่องมือโบราณ
(เช่น ตอกไม้ไผ่
หรือมีดคม) ทิ้งรอยครูดของเม็ดมวลสารที่ถูกลากผ่านเนื้อพระในขณะที่เนื้อพระยังไม่แห้งสนิท
จากการพิจารณาด้วยเหตุและผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้น
จึงการันตีว่า พระสมเด็จวัดระฆัง ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องเป็น
"องค์ดารา" (องค์ที่เคยลงหนังสือหรือมีชื่อเสียงโด่งดัง) หรือ
"องค์ครู" (องค์ที่ถูกยกให้เป็นแม่แบบในการดูพิมพ์ทรง) ตามกระแสเสมอไป
เพราะแก่นแท้ของพระเครื่องอยู่ที่ ความเก่าของธรรมชาติและมวลสาร เป็นสำคัญ สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พรหมรังสี) เป็นที่รู้จักกันทุกคนโดยเฉพาะข้าราชบริพาร บุคคลสำคัญและปุถุชน
(สามัญชน) ประชาชนทั่วไปให้ทั่วถึง ด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่น
เช่น ผงวิเศษทั้ง
5 (ผงปถมัง,
อิทธิเจ, มหาราช, ตรีนิสิงเห
และพุทธคุณ) ปูนเปลือกหอย ข้าวสุก และเกสรดอกไม้ ตามมวลสารที่หามาได้แต่ละครั้ง
ซึ่งส่วนผสมแต่ละวาระ แต่ละครก กระบะสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน
จะอ่อนหรือแก่มวลสารใดเป็นหลัก การสร้างแต่ละครั้งมีจำนวนมาก จึงมีแม่พิมพ์ที่แกะหลายแม่พิมพ์ทั้งขนาดและรูปทรงไม่เหมือนกันเป๊ะๆ ทำให้ทำให้เชื่อกันว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาลในวงการพระเครื่องจึงยกย่องให้เป็น "จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง" และครองตำแหน่งอันดับ
1 ในชุด เบญจภาคี ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์
พุทธศิลป์ และความศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะหาวัตถุมงคลใดมาเทียบเคียง จึงมีคุณค่าและมูลค่านิยมสูงสุดในวงการพระเครื่องในปัจจุบันและต่างประเทศ
การสร้างพระจำนวนมากมีจุดประสงค์หลักเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ตามความเชื่อบุคคลที่ศรัทธาให้ทั่วถึงคนในประเทศ
|